วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

มหาปรินิพพานสูตร ครั้ง ที่ ๘ ภิกขุอปริหานิยธรรม (ชุดที่ ๒)

ภิกขุอปริหานิยธรรม  (ชุดที่ ๒)

๑๓๗. ‘‘อปเรปิ โว, ภิกฺขเว, สตฺต อปริหานิเย ธมฺเม เทเสสฺสามิ, ตํ สุณาถ, สาธุกํ มนสิกโรถภาสิสฺสามี’’ติฯ ‘‘เอวํ, ภนฺเต’’ติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํฯ ภควา เอตทโวจ
๑๓๗ ภควา พระผู้มีพระภาค อาห ตรัสแล้ว อิติ ว่า ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อหํ เราตถาคต เทเสสฺสามิ จักแสดง ธมฺเม ซึ่งธรรมทั้งหลาย อปริหานิเย อันสร้างความไม่เสื่อม  สตฺตอปเรปิ แม้อื่น โว แก่พวกเธอ,  ตุมฺเห พวกเธอ สุณาถ จงฟัง ตํ ธมฺมํ ซึ่งธรรมนั้น,  มนสิกโรถ จงใส่ใจ ตํ ธมฺมํ ซึ่งธรรมนั้น สาธุกํ อย่างดี,  อหํ เรา ภาสิสฺสามิ  จักกล่าว  ดังนี้.  เต ภิกฺขู ภิกษุเหล่านั้น ปจฺจสฺโสสุํ        รับสนองพระดำรัสแล้ว ภควโต ต่อพระผู้มีพระภาค อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เอวํ พระเจ้าข้า” ดังนี้. ภควา พระผู้มีพระภาค อโวจ ตรัสแล้ว เอตํ ซึ่งพระดำรัสนั้น (อิติ) ว่า

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู น กมฺมารามา ภวิสฺสนฺติ น กมฺมรตา น กมฺมารามตมนุยุตฺตา, วุทฺธิเยวภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด  ภิกฺขู   ภิกษุทั้งหลาย  น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น กมฺมารามา ผู้มีการงานเป็นที่ยินดี, น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น กมฺมรตา ผู้ยินดีในการงาน  น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น อนุยุตฺตา ผู้ขวนขวายแล้ว กมฺมารามตํ ซึ่งความเป็นผู้มีการงานเป็นที่ยินดี, ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[1]

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู น ภสฺสารามา ภวิสฺสนฺติ น ภสฺสรตา น ภสฺสารามตมนุยุตฺตา, วุทฺธิเยวภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด  ภิกฺขู   ภิกษุทั้งหลาย  น ภวิสฺสนฺติ  จักไม่เป็น ภสฺสารามา ผู้มีการพูดคุยเป็นที่ยินดี, น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น ภสฺสรตา ผู้ยินดีในการพูดคุย         น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น อนุยุตฺตา ผู้ขวนขวายแล้ว ภสฺสารามตํ ซึ่งความเป็นผู้มีการพูดคุยเป็นที่ยินดี, ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[2]

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู น นิทฺทารามา ภวิสฺสนฺติ,  น นิทฺทารตา  น  นิทฺทารามตมนุยุตฺตา, วุทฺธิเยว ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด  ภิกฺขู   ภิกษุทั้งหลาย  น ภวิสฺสนฺติ  จักไม่เป็น นิทฺทารามา ผู้มีการนอนหลับเป็นที่ยินดี, น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น นิทฺทารตา ผู้ยินดีในการนอนหลับ  น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น อนุยุตฺตา ผู้ขวนขวายแล้ว นิทฺทารามตํ ซึ่งความเป็นผู้มีการนอนหลับเป็นที่ยินดี, ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[3]

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู น สงฺคณิการามา ภวิสฺสนฺติ น สงฺคณิกรตา น สงฺคณิการามตมนุยุตฺตา, วุทฺธิเยว ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด  ภิกฺขู   ภิกษุทั้งหลาย  น ภวิสฺสนฺติ       จักไม่เป็น สงฺคณิการามา ผู้มีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นที่ยินดี, น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น สงฺคณิกรตา ผู้ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น อนุยุตฺตา ผู้ขวนขวายแล้ว สงฺคณิการามตํ ซึ่งความเป็นผู้มีการคลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นที่ยินดี, ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[4]

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู น ปาปิจฺฉา ภวิสฺสนฺติ น ปาปิกานํ อิจฺฉานํ วสํ คตา, วุทฺธิเยว ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด  ภิกฺขู   ภิกษุทั้งหลาย  น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น ปาปิจฺฉา ผู้มีความปรารถนาต่ำทราม, น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น คตา  ผู้ไปแล้ว วสํ สู่อำนาจ อิจฺฉานํ ของความปรารถนา ปาปิกานํ อันต่ำทราม,   ภิกฺขเว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[5]

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู น ปาปมิตฺตา ภวิสฺสนฺติ น ปาปสหายา น ปาปสมฺปวงฺกา, วุทฺธิเยว ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด  ภิกฺขู   ภิกษุทั้งหลาย  น ภวิสฺสนฺติ  จักไม่เป็น ปาปมิตฺตา ผู้มีมิตรเลว, น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น ปาปสหายา  ผู้มีสหายเลว  น ภวิสฺสนฺติ จักไม่เป็น ปาปสมฺปวงฺกา ผู้โอนอ่อนตามมิตรเลว,ภิกฺขเว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว  ความเจริญ นั่นเทียว  ปาฏิกงฺขา  อันภิกษุพึงหวังได้,     ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง[6].

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว ภิกฺขู น โอรมตฺตเกน วิเสสาธิคเมน อนฺตราโวสานํ อาปชฺชิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด  ภิกฺขู  ภิกษุทั้งหลาย  น อาปชฺชิสฺสนฺติ  จักไม่ถึง   อนฺตราโวสานํ  ซึ่งการล้มเลิกในระหว่าง  วิเสนาธิคเมน  เพราะการบรรลุคุณวิเศษ โอรมฺมตฺตเกน เพียงชั้นต่ำ,   ภิกฺขเว  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว  ความเจริญ นั่นเทียว  ปาฏิกงฺขา  อันภิกษุพึงหวังได้,ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง[7].

‘‘ยาวกีวญฺจ ภิกฺขเว อิเม สตฺต อปริหานิยา ธมฺมา ภิกฺขูสุ ฐสฺสนฺติ, อิเมสุ จ สตฺตสุ อปริหานิเยสุ ธมฺเมสุ ภิกฺขู สนฺทิสฺสิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว ภิกฺขเว ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
 ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย ธมฺมา ธรรมทั้งหลาย อปริหานิยา อันเป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อม สตฺต เจ็ด อิเม เหล่านี้ ฐสฺสนฺติ จักยังดำรงอยู่ ภิกฺขูสุ ในภิกษุทั้งหลาย,  ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สนฺทิสฺสนฺติ จักเห็นดีร่วมกัน ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย อปริหานิเยสุ อันกระทำความไม่เสื่อม สตฺเตสุอิเมสุ เหล่านี้,  ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.

****************





[1] กมฺมารามา, กมฺมารตาและกมฺมารามตมนยุตฺตา สามศัพท์นี้เป็นไวพจน์กัน. กมฺมาราม มีวิ. กมฺมํ อาราโม เอเตสนฺติ กมฺมารามา การงาน เป็นที่ยินดี (หรือ เป็นกิจที่น่ายินดี) ของภิกษุเหล่านั้น เหตุนั้น ภิกษุเหล่านั้น จึงชื่อว่า กมฺมารามา มีการงานเป็นที่ยินดี. อาราม ศัพท์เป็นกัมมสาธนะ แปลว่า เป็นที่ยินดี วิ.อารมิตพฺพฏฺเฐน กมฺมํ อาราโม (ที.ม.ฎี. ๑๓๗) หรือภาวสาธนะ วิ.อารมณํ อาราโม,อภิรตีติ อตฺโถ(ที.สี.อ๑๙๙)ในกรณีนี้ แปลว่า มีการงานเป็นความยินดี.
คำว่า กมฺมรต เป็นตัปปุริสสมาส วิ.กมฺเม รตาติ กมฺมรตา ยินดีในการงาน ที่ไม่ใช่คันถธุระและวิปัสนาธุระ ชื่อ กมฺมรตา.
กมฺมารามตํ อนุยุตฺต เป็นวากยะ กมฺมารามตํ หมายถึง กิจที่ทำให้ภิกษุได้ชื่อว่า กมฺมาราม ได้แก่ การกำหนดขนาด (กะ) จีวรเป็นต้น. อนุยุตฺต = ตปฺปรภาเวน ปุนปฺปุนํ ปสุตา ความขวนขวายเนืองๆ โดยมุ่งหน้าทำแต่สิ่งนี้ (ที.ม.ฎี.๑๓๗)
คัมภีร์อรรถกถาวินิจฉัยคำว่า การงาน (กมฺม) ว่าได้แก่ กิจใหญ่น้อยที่ควรทำของภิกษุ (อิติกาตพฺพกมฺม การงานอันควรทำนั้นๆ) เช่น กิจเกี่ยวกับจีวร อาทิ เย็บ ย้อมเป็นต้น ประคด เครื่องกรองน้ำ รองเท้า ไม้กวาด เป็นต้น. เหตุที่ทรงห้ามไว้เพราะมีภิกษุบางรูปจะมุ่งแต่ทำกิจเหล่านี้ตลอดวัน. แต่ถ้าทำกิจนั้นในเวลาที่สมควรทำ เรียนอุทเทส ในเวลาที่ควรเรียน สาธยาย ในเวลาที่ควรสาธยาย เป็นต้น. อย่างนี้ ไม่เรียกว่า กมฺมารามนุยุตฺต. (ที.อ.๑๓๗)
[2] ภสฺสํ การกล่าว ในคำว่า ภสฺสารามา (ภาส ธาตุ พูดคุย + ณฺยปัจจัย ภาวสาธนะ). ลักษณะของผู้ยินดีในการพูดคุย ได้แก่ การสนทนากันด้วยติรัจฉานกถามีเรื่องเพศชายหญิงเป็นต้น เพราะเป็นเรื่องที่สามารถคุยกันได้ไม่รู้จักจบสิ้น, ถ้าสนทนาธรรมเป็นต้น ก็จะไม่เรียกว่า ภสฺสาราม เพราะการสนทนาธรรมชื่อว่า กถามีที่สิ้นสุด. ควรปฏิบัติตามพุทธพจน์ว่า สนฺนิปติตานํ โว ภิกฺขเว ทฺวยํ กรณียํ, ธมฺมี วา กถา, อริโย วา ตุณฺหีภาโว (ม.มู. ๒๗๓) ภิกษุทั้งหลาย เมื่อประชุมกัน พวกเธอมีกรณียะ ๒ อย่าง คือ สนทนาธรรมหรือนิ่งอย่างอริยะ. คำว่า นิ่งอย่างอริยะ ได้แก่ การเข้าสมาบัติมีปฐมฌานเป็นต้น หรือ การมนสิการกัมมัฏฐาน (สํ.นิทาน.อ. ภิกขุสังยุตต์ โกลิตสูตรและที.ม.ฎี. ๑๓๗)
[3] ผู้ถูกความง่วงครอบงำ ไม่ว่าจะเดินหรือนั่งก็ตาม คือ ผู้มีความยินดีในการนอนหลับ. การนอนหลับแบบนี้ เกิดขึ้น แก่ผู้ปกติมิได้เล็งเห็นโทษในการหลับ และมิได้บรรเทาความง่วงนั้นโดยวิธีอื่นอาทิการเปลี่ยนอิริยาบถเป็นต้น (ที.ม.ฎี. ๑๓๗) แต่ในกรณีที่หลับสนิทในเวลาที่ร่างกายเหน็ดเหนื่อย ไม่ชื่อว่า ยินดีในการนอนหลับ. (ที.ม.อ.๑๓๗)
[4] ความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ หมายถึง การอยู่ร่วมกลุ่มคลุกคลีกันไม่ว่าจะอยู่ ๒, ๓ คนก็ตาม และการอยู่ผู้เดียวไม่ได้รับความพอใจ.   ผู้ใดถึงจะอยู่ลำพังผู้เดียว แต่ก็พอใจในอริยาบถ๔ ไม่ชื่อว่า คลุกคลีด้วยหมู่คณะ. (ที.ม.อ.๑๓๗).
[5] ความปรารถนาต่ำทราม (ปาปิจฺฉา)  คือ ความต้องการที่จะยกย่องคุณอันไม่มีในตน เพราะเหตุที่ตนเองเป็นผู้ทุศีล. ส่วนคำว่า ปาปิจฺฉา ผู้มีความปรารถนาต่ำทราม นี้เป็นพหุพพีหิสมาส ดังอรรถกถาอธิบายว่า อสนฺตสมฺภาวนาย อิจฺฉาย สมนฺนาคตา ทุสฺสีลา ปาปิจฺฉา นาม. ภิกษุผู้ทุศีล ประกอบด้วยความปรารถนาจะยกคุณอันไม่มีในตน ชื่อว่า ปาปิจฉา. (ที.ม.อ. ๑๓๗). คัมภีร์ฎีกาอธิบายว่า สยํ นิสฺสีลา อสนฺตคุณสมฺภาวนิจฺฉาย สมนฺนาคตตฺตา ปาปา ลามกา อิจฺฉา                    เอเตสนฺติ ปาปิจฺฉา ภิกษุผู้ทุศีลด้วยตนเอง ชื่อว่า มีความปรารถนาต่ำทราม เพราะมีความปรารถนาต่ำทราม เนื่องจากประกอบด้วยความปรารถนาจะยกย่องคุณไม่มีในตน. (ที.ม.ฎี. ๑๓๗) ควรทราบว่า ในกรณีที่คัมภีร์สังวัณณนา อธิบายบทพระบาฬีด้วย สมนฺนาคต ศัพท์ แสดงว่า บทนั้นเป็นพหุพพีหิสมาส.
[6] ปาปมิตฺตา ปาปสหายา สองศัพท์นี้เป็นพหุพพีหิสมาส วิ.ปาปา มิตฺตา เอเตสนฺติ ปาปมิตฺตา ผู้มีคนเลวเป็นมิตร ชื่อว่า ปาปมิตฺต. จตูสุ อิริยาปเถสุ สห อยนโต ปาปา สหายา เอเตสนฺติ ปาปสหายา ผู้มีคนเลวเป็นสหาย เพราะดำเนินไปร่วมกันในอิริยาบถ ๔ กับคนชั่วนั้น ชื่อว่า ปาปสหาย. คำว่า ปาปสมฺปวงฺกา เป็นตัปปุริสสมาส วิ. ตนฺนินฺนตปฺปโปณตปฺปพฺภาวตาย ปาเปสุ สมฺปวงฺกาติ ปาปสมฺปวงฺกา ผู้เอนเอียงไปในคนชั่ว เพราะการน้อม โอน เงื้อมตนไปในคนชั่วนั้น ชื่อว่า ปาปสมฺปวงฺก. (ที.ม.อ. ๑๓๗). คัมภีร์ฎีกาอธิบายเพิ่มว่า การมีมิตรเป็นคนชั่ว เพราะทำความรักใคร่กับคนเลวทราม, มีคนชั่วเป็นสหาย เพราะดำเนินไปกับคนชั่วอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในอิริยาบถใด, การเอนเอียงไปในคนชั่ว คือ เชื่อฟังโดยการน้อมตนไปเป็นต้นไปในคนชั่วนั้น. (ที.ม.ฎี.๑๓๗)
[7] อนฺตราโวสานํ แยกบทเป็น อนฺตรา = ในระหว่างการเจริญภาวนาโดยยังไม่บรรลุอรหัตผล + โวสานํ การเสร็จสิ้นลง คือ ความชะงักลง ความหยุดพักกิจ ด้วยคิดว่า “เท่านี้ก็พอแล้ว”. ความหมายคือ การหยุดชะงักในระหว่างการปฏิบัติ เพราะเหตุเพียงการมีศีลบริสุทธิ การได้วิปัสสนาญาณ การได้ฌาน บรรลุเพียงโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล เท่านั้นไม่บำเพ็ญภาวนาต่อเพื่อให้บรรลุถึงอรหัตตผล.
คำว่า เพียงชั้นต่ำ โอรมตฺตเกน หมายถึง คุณวิเศษอันเล็กน้อย. การไม่หยุดชะงักเพราะคุณนั้น แล้วภาวนาต่อจนถึงพระอรหัตต์ จึงเป็นความเจริญขั้นสูงสุด ไม่มีทางเสื่อมเลย.(ที.ม.อ. ๑๓๗)

มหาปรินิพพานสูตร ครั้งที่ ๗ ภิกขุอปริหานิยธรรม ๕, ๖, ๗/๗

ภิกขุอปริหานิยธรรม ๕, ๖, ๗/๗

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อุปฺปนฺนาย ตณฺหาย โปโนพฺภวิกาย น วสํ คจฺฉิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย น คจฺฉิสฺสนฺติ จักไม่ไป วสํ สู่อำนาจ ตณฺหาย แห่งตัณหา โปโนพฺภวิกาย[1] อันเป็นไปเพื่อการเกิดอีก อุปฺปนฺนาย อันเกิดขึ้นแล้ว ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[2]

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อารญฺญเกสุ เสนาสเนสุ สาเปกฺขา ภวิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สาเปกฺขา เป็นผู้มีความพอใจ[3] เสนาสเนสุ ในเสนาสนะทั้งหลาย อารญฺญเกสุ อันมีในป่า ภวิสฺสนฺติ จักเป็น,   ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู ปจฺจตฺตญฺเญว สติํ อุปฏฺฐเปสฺสนฺติ – ‘กินฺติ อนาคตา จ เปสลา สพฺรหฺมจารี อาคจฺเฉยฺยุํ, อาคตา จ เปสลา สพฺรหฺมจารี ผาสุ วิหเรยฺยุนฺติฯ วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด ภิกฺขู  ภิกษุทั้งหลาย  สติํ จักยังสติ อุปฏฺฐเปสฺสนฺติ   ให้ตั้งขึ้น   ปจฺจตฺตํ เอว[4]  ภายใน  (อาสิํสเนน)  ด้วยหวัง อิติ ว่า  กินฺติ  ไฉนหนอ สพฺรหฺมจารี[5] เพื่อนพรหมจารี  เปสลา  มีศีลเป็นที่รัก  อนาคตา จ ผู้ยังไม่มา อาคจฺเฉยฺยุํ พึงมา,          สพฺรหฺมจารี เพื่อนพรหมจารี เปสลา มีศีลเป็นที่รัก อาคตา ผู้มาถึงแล้ว วิหเรยฺยุํ พึงอยู่ ผาสุ สบาย ดังนี้. ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง[6].

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, อิเม สตฺต อปริหานิยา ธมฺมา ภิกฺขูสุ ฐสฺสนฺติ, อิเมสุ จ สตฺตสุ อปริหานิเยสุ ธมฺเมสุ ภิกฺขู สนฺทิสฺสิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย ธมฺมา ธรรมทั้งหลาย อปริหานิยา อันเป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อม สตฺต เจ็ด อิเม เหล่านี้ ฐสฺสนฺติ จักยังดำรงอยู่  ภิกฺขูสุ ในภิกษุทั้งหลาย,  ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สนฺทิสฺสนฺติ จักเห็นดีร่วมกัน[7] ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย อปริหานิเยสุ อันกระทำความไม่เสื่อม สตฺเตสุอิเมสุ เหล่านี้,  ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน               ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.

                                                    ***********




[1] ตัณหา มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า โปโนพฺภวิกา มาจาก ปุน + ภว + ณิก ปัจจัยในอรรถว่า ตสฺส สํวตฺตติ เป็นไปเพื่อสิ่งนั้น. คัมภีร์นิรุตติทีปนี แสดงรูปวิเคราะห์ว่า ปุน ภวาย สํวตฺตตีติ โปโนพฺภวิโก ย่อมเป็นไปเพื่อการเกิดอีก ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา โดยมีการแปลง อ ที่ ปุน เป็น โอ แล้วซ้อน พฺ อสทิสเทวภาวะ เป็น โปโนพฺภวิก (นิรุติ.๔๖๔ สูตรว่า ตสฺส สํวตฺตติ).ส่วน อุ ที่ ปุน แปลงเป็น โอ ตามธรรมเนียมของ ณอนุพันธ์.
แต่คัมภีร์อรรถกถาแสดงรูปวิเคราะห์ว่า
ปุนพฺภวทานํ ปุนพฺภโว, ปุนพฺภโว สีลมสฺสาติ โปโนพฺภวิกา, ปุนพฺภวทายิกาติ อตฺโถ, ตสฺสา โปโนพฺภวิกายฯ
การให้การเกิดอีก ชื่อว่า ปุนพฺภว, การให้การเกิด เป็นปกติ ของตัณหานี้ เหตุนั้น ตัณหานี้ จึงชื่อว่า โปโนพฺภวิกา, หมายความว่า เป็นผู้มีการให้การเกิดเป็นปกติ.  (ที.ม.อ.๑๓๖)
โดยอรรถกถานัย ณิก ปัจจัย ลงในอรรถตัสสีลกัตตุสาธนะ ไม่ใช่ตัทธิต. คัมภีร์ฎีกาอธิบายว่า เมื่อควรจะเป็น ปุนพฺภวทานํ แต่ในรูปวิเคราะห์ ลบบทหลัง คือ ทาน แล้วแสดงว่า ปุนพฺภโว. (ที.ม.ฎี.๑๓๖)
แม้จะมีมุมมองที่ต่างกันโดยรูปศัพท์ ไม่ถือว่า เป็นข้อขัดแย้ง เพราะความหมายก็คือตัณหานั่นเอง.
[2] การไปสู่อำนาจของตัณหานั้น คัมภีร์อรรถกถายกตัวอย่างว่า การที่ภิกษุเป็นผู้ติดตามอุปัฏฐาก (ฉบับไทยเป็น “รับบิณฑบาตของอุปัฏฐาก”) เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ โดยเที่ยวไปจากบ้านหนึ่งสู่บ้านหนึ่ง. (ที.ม.อ.๑๓๖)
[3] สาเปกฺขา มีความเยื่อใย ตัดเป็น สห อเปกฺขา ความหมายคือ สตณฺหา  มีความติดใจ สาลยา มีความยินดี แม้คำว่า อเปกฺขา จะเป็นชื่อหนึ่งของตัณหา (ดูมหานิทเทส ๒๙/๑๔) อันเป็นธรรมที่มีโทษ กล่าวคือ อกุศลธรรม แต่ในที่นี้เป็นความพอใจในเสนาสนะป่า อันเป็นธรรมฝ่ายพึงเสพ เหมือนกับความสิเนหาที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ตั้งความปรารถนาในวิโมกข์อันเป็นโลกุตระ” (ที.ม.ฎี๑๓๖). สำหรับความเจริญในข้อนี้ คัมภีร์อรรถกถาพรรณนาว่า ภิกษุผู้เข้าฌานในเสนาสนะบ้านแล้วเพียงแต่ออกจากฌานนั้น ก็จะได้ยินเสียงมนุษย์หญิงชายเด็กเป็นต้นแล้ว คุณวิเศษที่เคยได้ย่อมเสื่อมไป. แต่ถ้านอนหลับในป่าแล้วตื่นขึ้นมา จะได้ยินแต่เสียงของสิงโตเสือและนกยูงเป็นต้น เขาได้ปีติอันมีในเสนาสนะป่าด้วยฌานใด พิจารณาฌานนั้นๆ ย่อมตั้งอยู่ในอรหัตผล. เมื่อภิกษุเป็นผู้นั่งเข้าฌานในเสนาสนะบ้าน พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญการนอนหลับในป่าเท่านั้น. ความยินดีในเสนาสนะป่าย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้.
คำว่า เสนาสนะป่า หมายถึง เสนาสนะตั้งอยู่ในพื้นที่นับรวมกับป่าห่างจากบ้านไป ๕๐ ชั่วธนูเป็นที่สุด (ที.ม.อ.๓๑๖)
[4] การตั้งสติในกรณีนี้ ได้แก่ ตั้งสติเข้าไว้ในภายในด้วยตนเอง ถือเป็นสามัญสำนึกของตน ที่ต้องการให้สพรหมจารีผู้มีศีลดีได้มาเยี่ยมเยียนและพำนักอยู่ โดยมิได้มีผู้อื่นมากระตุ้นแต่อย่างใด.
[5] สพฺรหฺมจารี มาจาก ส = สมาน เสมอ + จร + ณี ปัจจัย. แปลง สมาน ศัพท์เป็น ส ในเพราะศัพท์ มีปกฺขเป็นต้น (โมค.๓/๘๓ สมาสกัณฑ์,นิรุตฺติ.๓๘๖)  มีวิเคราะห์ว่า สมานํ เอกุทฺเทสตาทิํ พฺรหฺมํ จรตีติ สพฺรหฺมจารี. ย่อมประพฤติธรรมอันประเสริฐ อันมีอุเทส (พระปาฏิโมกข์) เป็นต้นเสมอกัน เหตุนั้น จึงชื่อว่า สพฺรหฺมจารี เพื่อนพรหมจารี. (ม.มู.อ. ๒๕ สัพพาสวสูตร)
อีกนัยหนึ่ง มาจาก สห ร่วมกัน + พฺรหฺมจารี ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ = สพฺรหฺมจารี มีรูปวิเคราะห์เป็นสหบุพบทพหุพพีหิสมาส ว่า สีลาทโย ตโย สิกฺขาธมฺเม พฺรหฺมจารีหิ สห จรนฺตีติ สพฺรหฺมจาริโน. ย่อมประพฤติธรรมคือสิกขาสามมีศีลเป็นต้นร่วมกันกับผู้ประพฤติธรรมประเสริฐ ชื่อว่า สพฺรหฺมจารี. (ธาน.และธานฎี.๔๑๐)
คำว่า สพรหมจารี นี้ใช้เฉพาะพระภิกษุเท่านั้น เพราะเป็นผู้มีอุทเทส (ปาฏิโมกข์) และมีสิกขาที่พึงประพฤติเสมอกัน (ม.มู.อ. ๒๕ และ อํ.ทุก.อ.๓๘)
[6] การตั้งความระลึกด้วยหวังการมาของสพรหมจารีผู้มีศีลเป็นที่รัก ก็จะเป็นเหตุประการหนึ่งที่นำความเจริญมาให้แก่ภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส. เมื่อเจ้าอาวาสนั้นได้ต้อนรับอาคันตุกะด้วยการปฏิบัติอย่างเป็นมิตร อาทิ การจัดเสนาสนะที่พัก พาไปที่ภิกขาจาร. การปฏิสันถารของเจ้าอาวาสเป็นข้อแสดงถึงความมีศรัทธาและมีความเลื่อมใส ซึ่งจะส่งผลดีหลายประการ เช่น ในเบื้องต้นย่อมมีชื่อเสียงขจรไปว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยดี และที่สำคัญ ถ้าอาคันตุกะนั้นเป็นพระเถระวินัยธร ท่านย่อมสงเคราะห์ตอบด้วยการสอนพระวินัย และถ้าเป็นสุตตันตธร อภิธรรมธร ก็จะสอนให้ศึกษาพระสูตรพระอภิธรรม เพราะดำรงอยู่ในโอวาทของพระเถระผู้อาคันตุกะ และผู้เป็นเจ้าอาวาสย่อมสามารถบรรลุคุณวิเศษได้ในที่สุด. นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการตั้งความปราถนาและต้อนรับการมาเยือนของเพื่อนสพรหมจารี ผู้อาคันตุกะ. นี้เป็นความโดยสังเขป รายละเอียดทั้งหมดควรถือเอาจากอรรถกถานี้เถิด.
[7] สนฺทิสฺสติ มาจาก สํ + ทิส ปากฏ, เห็น ภูวาทิ (นีติ.ธาตุ.)  + ติ,  (แต่ในนิรุตติทีปนีเป็น ทิวาทิคณะ ลง ย ปัจจัย เป็น สนฺทิสฺสติ) ถ้าในอรรถนี้แปลว่า ปรากฏ ก็มี, แต่ในที่นี้มีอรรถว่า เห็นดีร่วมกัน รับกัน ไม่ขัดแย้ง เป็นไปร่วมกัน เป็นอันเดียวกัน. ดังพระบาฬีเขมาสูตร สฬายตนสังยุตต์ ๔๑๐ ว่า ยตฺร หิ นาม สตฺถุ เจว สาวิกาย จ อตฺเถน อตฺโถ พฺยญฺชเนน พฺยญฺชนํ สํสนฺทิสฺสติ, สเมสฺสติ, น วิโรธยิสฺสติ ยทิทํ อคฺคปทสฺมิํฯอรรถกถาสฬายตนสังยุตอธิบายว่า เอกํ ภวิสฺสติ พยัญชนะเป็นอย่างเดียวกันกับพยัญชนะ ส่วนในอรรถกถาอังคุตรนิกาย อธิบาย(พระสูตรที่มีข้อความเดียวกันกับสฬายตนสังยุต) ว่า สมฺปวตฺติสฺสติ พยัญชนะจักดำเนินไปร่วมกัน. เป็นอันว่า มีความหมายว่า ลงรอยกัน.

มหาปรินิพพานสูตร ครั้งที่ ๖ ภิกขุอปริหานิยธรรม ๓-๔/๗

ภิกขุอปริหานิยธรรม ๓ - ๔ /๗

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อปญฺญตฺตํ น ปญฺญเปสฺสนฺติ, ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺทิสฺสนฺติ, ยถาปญฺญตฺเตสุ สิกฺขาปเทสุ สมาทาย วตฺติสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย น ปญฺญเปสฺสนฺติ จักไม่บัญญัติ อปญฺญตฺตํ ซึ่งสิกขาบทอันเราไม่บัญญัติแล้ว, น สมุจฺฉินฺทิสฺสนฺติ จักไม่ยกเลิก ปญฺญตฺตํ ซึ่งสิกขาบทอันเราบัญญัติแล้ว, วตฺติสฺสนฺติ จักประพฤติ สมาทาย โดยถือมั่น สิกฺขาปเทสุ ในสิกขาบททั้งหลาย ยถาปญฺญตฺเตสุ ตามควรแก่สิกขาบททั้งหลายอันเราบัญญัติแล้ว, ตาวกีวํ ตราบนั้น ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[1]

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปริณายกา, เต สกฺกริสฺสนฺติ ครุํ กริสฺสนฺติ มาเนสฺสนฺติ ปูเชสฺสนฺติ, เตสญฺจ โสตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เย เต ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด เถรา เป็นพระเถระ รตฺตญฺญู  รู้ราตรีนาน จิรปพฺพชิตา บวชมานาน สงฺฆปิตโร   ดำรงอยู่ในฐานะบิดาแห่งสงฆ์  สงฺฆปริณายกา เป็นผู้นำของสงฆ์  โหนฺติ มีอยู่[2], ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สกฺกริสฺสนฺติ จักสักการะ กริสฺสนฺติ จักกระทำ ครุํ ซึ่งความเคารพ, มาเนสฺสนฺติ จักยกย่อง, ปูเชสฺสนฺติ จักบูชา เต ซึ่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระทั้งหลายเหล่านั้น, มญฺญิสฺสนฺติ จักคำนึง โสตพฺพํ ซึ่งคำพร่ำสอน เตสํ จ ของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ด้วย, ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[3]





[1] ในกรณีนี้ คือ ความเจริญด้วยศีลเป็นต้น. การตั้งกติกาวัตรหรือสิกขาบทขึ้นใหม่ ชื่อว่า บัญญัติข้อที่ไม่ได้ทรงบัญญัติ. ส่วนการแสดงคำสอนไปตามธรรมวินัย ไม่เพิกถอนสิกขาบทน้อยใหญ่ ชื่อว่า ประพฤติสมาทานในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติ. คัมภีร์อรรถกถายกกรณีที่พระมหากัสสปเถระยืนยันการไม่บัญญัติข้อที่มิได้ทรงบัญญัติไว้ท่ามกลางสงฆ์เป็นสาธก. ขอนำมาให้เป็นกรณีศึกษาดังนี้ ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์มีอยู่ แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร สิ่งนี้ไม่ควร ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย จักมีผู้กล่าวว่า พระสมณโคดมบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วควันไฟ (คือไม่เป็นไปหลังจากที่ควันไฟสงบลง ที.ม.ฎี๑๓๖) พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้วสงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงประพฤติสมาทานในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้วนี้เป็นญัตติ. (วิ.จูฬ.๗/๖๒๑)
[2] ในพระบาฬีมีคำชุดแบบนี้ที่กล่าวถึงคุณลักษณะของภิกษุผู้เป็นพระเถระในสงฆ์ว่า เถร รตฺตญฺญู จิรปฺปพฺพชิต  สงฺฆปิตุ สงฺฆปริณายก (ดูพระบาฬีอื่น อาทิ มหาโคปาลกสูตร ม.มู ๓๔๖)
เถร ผู้มั่นคง คือ ถึงความมั่นคงในพระศาสนา ไม่กลับไปสู่คฤหัสถ์ ประกอบด้วยอเสกขธรรมมีศีลขันธ์เป็นต้นอันสร้างความเป็นพระเถระ.
รตฺตญฺญู รู้ราตรี คือ รู้ราตรี โดยเป็นผู้บวช คือ ผ่านวันคืนแห่งบรรพชิตมาช้านาน
จิรปฺปพฺพชิต บวชมานาน คือ เป็นบรรพชิตมาช้านาน
สังฆปิตุ สังฆบิดา คือ ดำรงอยู่ในตำแหน่งบิดาของสงฆ์
สงฺฆปริณายก ผู้นำสงฆ์ คือ ผู้นำในศาสนกิจของสงฆ์ เป็นหัวหน้านำภิกษุให้ดำเนินไป ให้ตั้งมั่นในสิกขา ๓ เพราะดำรงในฐานะแห่งบิดา
[3] เมื่อเข้าไปบำรุงพระสังฆเถระ ก็จะได้ฟังโอวาท รับฟังธรรมสาระมีโพชฌงค์เป็นต้น แนวทางปฏิบัติมีธุดงควัตรเป็นต้น กระทั่งประเพณีปฏิบัติที่ครูอาจารย์แต่โบราณสั่งสอนกันสืบมา อาทิ ควรใช้อิริยาบถอย่างนี้ ควรครองบาตรจีวรอย่างนี้. ครั้นดำเนินตามโอวาทนั้นไม่ออกนอกธรรมนอกวินัยกระทั่งบรรลุถึงสามัญผลเป็นลำดับ. การกระทำสักการะเป็นต้นต่อพระเถระจะเป็นเหตุให้เจริญด้วยอริยทรัพย์และธรรมขันธ์มีศีลเป็นต้น อย่างนี้.