วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

มหาปรินิพพานสูตร ครั้งที่ ๗ ภิกขุอปริหานิยธรรม ๕, ๖, ๗/๗

ภิกขุอปริหานิยธรรม ๕, ๖, ๗/๗

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อุปฺปนฺนาย ตณฺหาย โปโนพฺภวิกาย น วสํ คจฺฉิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย น คจฺฉิสฺสนฺติ จักไม่ไป วสํ สู่อำนาจ ตณฺหาย แห่งตัณหา โปโนพฺภวิกาย[1] อันเป็นไปเพื่อการเกิดอีก อุปฺปนฺนาย อันเกิดขึ้นแล้ว ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[2]

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อารญฺญเกสุ เสนาสเนสุ สาเปกฺขา ภวิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สาเปกฺขา เป็นผู้มีความพอใจ[3] เสนาสเนสุ ในเสนาสนะทั้งหลาย อารญฺญเกสุ อันมีในป่า ภวิสฺสนฺติ จักเป็น,   ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู ปจฺจตฺตญฺเญว สติํ อุปฏฺฐเปสฺสนฺติ – ‘กินฺติ อนาคตา จ เปสลา สพฺรหฺมจารี อาคจฺเฉยฺยุํ, อาคตา จ เปสลา สพฺรหฺมจารี ผาสุ วิหเรยฺยุนฺติฯ วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  อนึ่ง ยาวกีวํ  ตราบใด ภิกฺขู  ภิกษุทั้งหลาย  สติํ จักยังสติ อุปฏฺฐเปสฺสนฺติ   ให้ตั้งขึ้น   ปจฺจตฺตํ เอว[4]  ภายใน  (อาสิํสเนน)  ด้วยหวัง อิติ ว่า  กินฺติ  ไฉนหนอ สพฺรหฺมจารี[5] เพื่อนพรหมจารี  เปสลา  มีศีลเป็นที่รัก  อนาคตา จ ผู้ยังไม่มา อาคจฺเฉยฺยุํ พึงมา,          สพฺรหฺมจารี เพื่อนพรหมจารี เปสลา มีศีลเป็นที่รัก อาคตา ผู้มาถึงแล้ว วิหเรยฺยุํ พึงอยู่ ผาสุ สบาย ดังนี้. ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง[6].

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, อิเม สตฺต อปริหานิยา ธมฺมา ภิกฺขูสุ ฐสฺสนฺติ, อิเมสุ จ สตฺตสุ อปริหานิเยสุ ธมฺเมสุ ภิกฺขู สนฺทิสฺสิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย ธมฺมา ธรรมทั้งหลาย อปริหานิยา อันเป็นเหตุแห่งความไม่เสื่อม สตฺต เจ็ด อิเม เหล่านี้ ฐสฺสนฺติ จักยังดำรงอยู่  ภิกฺขูสุ ในภิกษุทั้งหลาย,  ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สนฺทิสฺสนฺติ จักเห็นดีร่วมกัน[7] ธมฺเมสุ ในธรรมทั้งหลาย อปริหานิเยสุ อันกระทำความไม่เสื่อม สตฺเตสุอิเมสุ เหล่านี้,  ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน               ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.

                                                    ***********




[1] ตัณหา มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า โปโนพฺภวิกา มาจาก ปุน + ภว + ณิก ปัจจัยในอรรถว่า ตสฺส สํวตฺตติ เป็นไปเพื่อสิ่งนั้น. คัมภีร์นิรุตติทีปนี แสดงรูปวิเคราะห์ว่า ปุน ภวาย สํวตฺตตีติ โปโนพฺภวิโก ย่อมเป็นไปเพื่อการเกิดอีก ชื่อว่า โปโนพฺภวิกา โดยมีการแปลง อ ที่ ปุน เป็น โอ แล้วซ้อน พฺ อสทิสเทวภาวะ เป็น โปโนพฺภวิก (นิรุติ.๔๖๔ สูตรว่า ตสฺส สํวตฺตติ).ส่วน อุ ที่ ปุน แปลงเป็น โอ ตามธรรมเนียมของ ณอนุพันธ์.
แต่คัมภีร์อรรถกถาแสดงรูปวิเคราะห์ว่า
ปุนพฺภวทานํ ปุนพฺภโว, ปุนพฺภโว สีลมสฺสาติ โปโนพฺภวิกา, ปุนพฺภวทายิกาติ อตฺโถ, ตสฺสา โปโนพฺภวิกายฯ
การให้การเกิดอีก ชื่อว่า ปุนพฺภว, การให้การเกิด เป็นปกติ ของตัณหานี้ เหตุนั้น ตัณหานี้ จึงชื่อว่า โปโนพฺภวิกา, หมายความว่า เป็นผู้มีการให้การเกิดเป็นปกติ.  (ที.ม.อ.๑๓๖)
โดยอรรถกถานัย ณิก ปัจจัย ลงในอรรถตัสสีลกัตตุสาธนะ ไม่ใช่ตัทธิต. คัมภีร์ฎีกาอธิบายว่า เมื่อควรจะเป็น ปุนพฺภวทานํ แต่ในรูปวิเคราะห์ ลบบทหลัง คือ ทาน แล้วแสดงว่า ปุนพฺภโว. (ที.ม.ฎี.๑๓๖)
แม้จะมีมุมมองที่ต่างกันโดยรูปศัพท์ ไม่ถือว่า เป็นข้อขัดแย้ง เพราะความหมายก็คือตัณหานั่นเอง.
[2] การไปสู่อำนาจของตัณหานั้น คัมภีร์อรรถกถายกตัวอย่างว่า การที่ภิกษุเป็นผู้ติดตามอุปัฏฐาก (ฉบับไทยเป็น “รับบิณฑบาตของอุปัฏฐาก”) เพราะเหตุแห่งปัจจัย ๔ โดยเที่ยวไปจากบ้านหนึ่งสู่บ้านหนึ่ง. (ที.ม.อ.๑๓๖)
[3] สาเปกฺขา มีความเยื่อใย ตัดเป็น สห อเปกฺขา ความหมายคือ สตณฺหา  มีความติดใจ สาลยา มีความยินดี แม้คำว่า อเปกฺขา จะเป็นชื่อหนึ่งของตัณหา (ดูมหานิทเทส ๒๙/๑๔) อันเป็นธรรมที่มีโทษ กล่าวคือ อกุศลธรรม แต่ในที่นี้เป็นความพอใจในเสนาสนะป่า อันเป็นธรรมฝ่ายพึงเสพ เหมือนกับความสิเนหาที่ท่านกล่าวไว้ว่า “ตั้งความปรารถนาในวิโมกข์อันเป็นโลกุตระ” (ที.ม.ฎี๑๓๖). สำหรับความเจริญในข้อนี้ คัมภีร์อรรถกถาพรรณนาว่า ภิกษุผู้เข้าฌานในเสนาสนะบ้านแล้วเพียงแต่ออกจากฌานนั้น ก็จะได้ยินเสียงมนุษย์หญิงชายเด็กเป็นต้นแล้ว คุณวิเศษที่เคยได้ย่อมเสื่อมไป. แต่ถ้านอนหลับในป่าแล้วตื่นขึ้นมา จะได้ยินแต่เสียงของสิงโตเสือและนกยูงเป็นต้น เขาได้ปีติอันมีในเสนาสนะป่าด้วยฌานใด พิจารณาฌานนั้นๆ ย่อมตั้งอยู่ในอรหัตผล. เมื่อภิกษุเป็นผู้นั่งเข้าฌานในเสนาสนะบ้าน พระผู้มีพระภาคทรงสรรเสริญการนอนหลับในป่าเท่านั้น. ความยินดีในเสนาสนะป่าย่อมมีด้วยเหตุเพียงเท่านี้.
คำว่า เสนาสนะป่า หมายถึง เสนาสนะตั้งอยู่ในพื้นที่นับรวมกับป่าห่างจากบ้านไป ๕๐ ชั่วธนูเป็นที่สุด (ที.ม.อ.๓๑๖)
[4] การตั้งสติในกรณีนี้ ได้แก่ ตั้งสติเข้าไว้ในภายในด้วยตนเอง ถือเป็นสามัญสำนึกของตน ที่ต้องการให้สพรหมจารีผู้มีศีลดีได้มาเยี่ยมเยียนและพำนักอยู่ โดยมิได้มีผู้อื่นมากระตุ้นแต่อย่างใด.
[5] สพฺรหฺมจารี มาจาก ส = สมาน เสมอ + จร + ณี ปัจจัย. แปลง สมาน ศัพท์เป็น ส ในเพราะศัพท์ มีปกฺขเป็นต้น (โมค.๓/๘๓ สมาสกัณฑ์,นิรุตฺติ.๓๘๖)  มีวิเคราะห์ว่า สมานํ เอกุทฺเทสตาทิํ พฺรหฺมํ จรตีติ สพฺรหฺมจารี. ย่อมประพฤติธรรมอันประเสริฐ อันมีอุเทส (พระปาฏิโมกข์) เป็นต้นเสมอกัน เหตุนั้น จึงชื่อว่า สพฺรหฺมจารี เพื่อนพรหมจารี. (ม.มู.อ. ๒๕ สัพพาสวสูตร)
อีกนัยหนึ่ง มาจาก สห ร่วมกัน + พฺรหฺมจารี ผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ = สพฺรหฺมจารี มีรูปวิเคราะห์เป็นสหบุพบทพหุพพีหิสมาส ว่า สีลาทโย ตโย สิกฺขาธมฺเม พฺรหฺมจารีหิ สห จรนฺตีติ สพฺรหฺมจาริโน. ย่อมประพฤติธรรมคือสิกขาสามมีศีลเป็นต้นร่วมกันกับผู้ประพฤติธรรมประเสริฐ ชื่อว่า สพฺรหฺมจารี. (ธาน.และธานฎี.๔๑๐)
คำว่า สพรหมจารี นี้ใช้เฉพาะพระภิกษุเท่านั้น เพราะเป็นผู้มีอุทเทส (ปาฏิโมกข์) และมีสิกขาที่พึงประพฤติเสมอกัน (ม.มู.อ. ๒๕ และ อํ.ทุก.อ.๓๘)
[6] การตั้งความระลึกด้วยหวังการมาของสพรหมจารีผู้มีศีลเป็นที่รัก ก็จะเป็นเหตุประการหนึ่งที่นำความเจริญมาให้แก่ภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาส. เมื่อเจ้าอาวาสนั้นได้ต้อนรับอาคันตุกะด้วยการปฏิบัติอย่างเป็นมิตร อาทิ การจัดเสนาสนะที่พัก พาไปที่ภิกขาจาร. การปฏิสันถารของเจ้าอาวาสเป็นข้อแสดงถึงความมีศรัทธาและมีความเลื่อมใส ซึ่งจะส่งผลดีหลายประการ เช่น ในเบื้องต้นย่อมมีชื่อเสียงขจรไปว่าเป็นผู้มีอัธยาศัยดี และที่สำคัญ ถ้าอาคันตุกะนั้นเป็นพระเถระวินัยธร ท่านย่อมสงเคราะห์ตอบด้วยการสอนพระวินัย และถ้าเป็นสุตตันตธร อภิธรรมธร ก็จะสอนให้ศึกษาพระสูตรพระอภิธรรม เพราะดำรงอยู่ในโอวาทของพระเถระผู้อาคันตุกะ และผู้เป็นเจ้าอาวาสย่อมสามารถบรรลุคุณวิเศษได้ในที่สุด. นี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการตั้งความปราถนาและต้อนรับการมาเยือนของเพื่อนสพรหมจารี ผู้อาคันตุกะ. นี้เป็นความโดยสังเขป รายละเอียดทั้งหมดควรถือเอาจากอรรถกถานี้เถิด.
[7] สนฺทิสฺสติ มาจาก สํ + ทิส ปากฏ, เห็น ภูวาทิ (นีติ.ธาตุ.)  + ติ,  (แต่ในนิรุตติทีปนีเป็น ทิวาทิคณะ ลง ย ปัจจัย เป็น สนฺทิสฺสติ) ถ้าในอรรถนี้แปลว่า ปรากฏ ก็มี, แต่ในที่นี้มีอรรถว่า เห็นดีร่วมกัน รับกัน ไม่ขัดแย้ง เป็นไปร่วมกัน เป็นอันเดียวกัน. ดังพระบาฬีเขมาสูตร สฬายตนสังยุตต์ ๔๑๐ ว่า ยตฺร หิ นาม สตฺถุ เจว สาวิกาย จ อตฺเถน อตฺโถ พฺยญฺชเนน พฺยญฺชนํ สํสนฺทิสฺสติ, สเมสฺสติ, น วิโรธยิสฺสติ ยทิทํ อคฺคปทสฺมิํฯอรรถกถาสฬายตนสังยุตอธิบายว่า เอกํ ภวิสฺสติ พยัญชนะเป็นอย่างเดียวกันกับพยัญชนะ ส่วนในอรรถกถาอังคุตรนิกาย อธิบาย(พระสูตรที่มีข้อความเดียวกันกับสฬายตนสังยุต) ว่า สมฺปวตฺติสฺสติ พยัญชนะจักดำเนินไปร่วมกัน. เป็นอันว่า มีความหมายว่า ลงรอยกัน.

มหาปรินิพพานสูตร ครั้งที่ ๖ ภิกขุอปริหานิยธรรม ๓-๔/๗

ภิกขุอปริหานิยธรรม ๓ - ๔ /๗

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อปญฺญตฺตํ น ปญฺญเปสฺสนฺติ, ปญฺญตฺตํ น สมุจฺฉินฺทิสฺสนฺติ, ยถาปญฺญตฺเตสุ สิกฺขาปเทสุ สมาทาย วตฺติสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย น ปญฺญเปสฺสนฺติ จักไม่บัญญัติ อปญฺญตฺตํ ซึ่งสิกขาบทอันเราไม่บัญญัติแล้ว, น สมุจฺฉินฺทิสฺสนฺติ จักไม่ยกเลิก ปญฺญตฺตํ ซึ่งสิกขาบทอันเราบัญญัติแล้ว, วตฺติสฺสนฺติ จักประพฤติ สมาทาย โดยถือมั่น สิกฺขาปเทสุ ในสิกขาบททั้งหลาย ยถาปญฺญตฺเตสุ ตามควรแก่สิกขาบททั้งหลายอันเราบัญญัติแล้ว, ตาวกีวํ ตราบนั้น ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[1]

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู เย เต ภิกฺขู เถรา รตฺตญฺญู จิรปพฺพชิตา สงฺฆปิตโร สงฺฆปริณายกา, เต สกฺกริสฺสนฺติ ครุํ กริสฺสนฺติ มาเนสฺสนฺติ ปูเชสฺสนฺติ, เตสญฺจ โสตพฺพํ มญฺญิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง เย เต ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลายเหล่าใด เถรา เป็นพระเถระ รตฺตญฺญู  รู้ราตรีนาน จิรปพฺพชิตา บวชมานาน สงฺฆปิตโร   ดำรงอยู่ในฐานะบิดาแห่งสงฆ์  สงฺฆปริณายกา เป็นผู้นำของสงฆ์  โหนฺติ มีอยู่[2], ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สกฺกริสฺสนฺติ จักสักการะ กริสฺสนฺติ จักกระทำ ครุํ ซึ่งความเคารพ, มาเนสฺสนฺติ จักยกย่อง, ปูเชสฺสนฺติ จักบูชา เต ซึ่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระทั้งหลายเหล่านั้น, มญฺญิสฺสนฺติ จักคำนึง โสตพฺพํ ซึ่งคำพร่ำสอน เตสํ จ ของภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ด้วย, ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตาวกีวํ ตราบนั้น วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[3]





[1] ในกรณีนี้ คือ ความเจริญด้วยศีลเป็นต้น. การตั้งกติกาวัตรหรือสิกขาบทขึ้นใหม่ ชื่อว่า บัญญัติข้อที่ไม่ได้ทรงบัญญัติ. ส่วนการแสดงคำสอนไปตามธรรมวินัย ไม่เพิกถอนสิกขาบทน้อยใหญ่ ชื่อว่า ประพฤติสมาทานในสิกขาบทตามที่ทรงบัญญัติ. คัมภีร์อรรถกถายกกรณีที่พระมหากัสสปเถระยืนยันการไม่บัญญัติข้อที่มิได้ทรงบัญญัติไว้ท่ามกลางสงฆ์เป็นสาธก. ขอนำมาให้เป็นกรณีศึกษาดังนี้ ท่านทั้งหลาย ขอสงฆ์จงฟังข้าพเจ้า สิกขาบทของพวกเราที่ปรากฏแก่คฤหัสถ์มีอยู่ แม้พวกคฤหัสถ์ก็รู้ว่า สิ่งนี้ควรแก่พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตร สิ่งนี้ไม่ควร ถ้าพวกเราจักถอนสิกขาบทเล็กน้อยเสีย จักมีผู้กล่าวว่า พระสมณโคดมบัญญัติสิกขาบทแก่สาวกทั้งหลายเป็นกาลชั่วควันไฟ (คือไม่เป็นไปหลังจากที่ควันไฟสงบลง ที.ม.ฎี๑๓๖) พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ยังดำรงอยู่ตราบใด สาวกเหล่านี้ยังศึกษาในสิกขาบททั้งหลายตราบนั้น เพราะเหตุที่พระศาสดาของพระสมณะเหล่านี้ปรินิพพานแล้ว พระสมณะเหล่านี้จึงไม่ศึกษาในสิกขาบททั้งหลายในบัดนี้ ถ้าความพร้อมพรั่งของสงฆ์ถึงที่แล้วสงฆ์ไม่พึงบัญญัติสิ่งที่ไม่ทรงบัญญัติไม่พึงถอนพระบัญญัติที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว พึงประพฤติสมาทานในสิกขาบททั้งหลายตามที่ทรงบัญญัติแล้วนี้เป็นญัตติ. (วิ.จูฬ.๗/๖๒๑)
[2] ในพระบาฬีมีคำชุดแบบนี้ที่กล่าวถึงคุณลักษณะของภิกษุผู้เป็นพระเถระในสงฆ์ว่า เถร รตฺตญฺญู จิรปฺปพฺพชิต  สงฺฆปิตุ สงฺฆปริณายก (ดูพระบาฬีอื่น อาทิ มหาโคปาลกสูตร ม.มู ๓๔๖)
เถร ผู้มั่นคง คือ ถึงความมั่นคงในพระศาสนา ไม่กลับไปสู่คฤหัสถ์ ประกอบด้วยอเสกขธรรมมีศีลขันธ์เป็นต้นอันสร้างความเป็นพระเถระ.
รตฺตญฺญู รู้ราตรี คือ รู้ราตรี โดยเป็นผู้บวช คือ ผ่านวันคืนแห่งบรรพชิตมาช้านาน
จิรปฺปพฺพชิต บวชมานาน คือ เป็นบรรพชิตมาช้านาน
สังฆปิตุ สังฆบิดา คือ ดำรงอยู่ในตำแหน่งบิดาของสงฆ์
สงฺฆปริณายก ผู้นำสงฆ์ คือ ผู้นำในศาสนกิจของสงฆ์ เป็นหัวหน้านำภิกษุให้ดำเนินไป ให้ตั้งมั่นในสิกขา ๓ เพราะดำรงในฐานะแห่งบิดา
[3] เมื่อเข้าไปบำรุงพระสังฆเถระ ก็จะได้ฟังโอวาท รับฟังธรรมสาระมีโพชฌงค์เป็นต้น แนวทางปฏิบัติมีธุดงควัตรเป็นต้น กระทั่งประเพณีปฏิบัติที่ครูอาจารย์แต่โบราณสั่งสอนกันสืบมา อาทิ ควรใช้อิริยาบถอย่างนี้ ควรครองบาตรจีวรอย่างนี้. ครั้นดำเนินตามโอวาทนั้นไม่ออกนอกธรรมนอกวินัยกระทั่งบรรลุถึงสามัญผลเป็นลำดับ. การกระทำสักการะเป็นต้นต่อพระเถระจะเป็นเหตุให้เจริญด้วยอริยทรัพย์และธรรมขันธ์มีศีลเป็นต้น อย่างนี้.

มหาปรินิพพานสูตร ๕ ภิกขุอปริหานิยธรรม ๒/๗


ภิกขุอปริหานิยธรรม ๒ /๗

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู สมคฺคา สนฺนิปติสฺสนฺติ, สมคฺคา วุฏฺฐหิสฺสนฺติ, สมคฺคา สงฺฆกรณียานิ กริสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ

ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย สมคฺคา พร้อมเพรียงกันแล้ว สนฺนิปติสฺสนฺติ จักประชุมกัน, สมคฺคา พร้อมเพรียงกันแล้ว วุฏฺฐหิสฺสนฺติ จักออกจากที่ประชุม, สมคฺคา พร้อมเพรียงกันแล้ว กริสฺสนฺติ จักกระทำ สงฺฆกรณียานิ ซึ่งกิจที่ควรทำของสงฆ์, ตาวกีวํ ตราบนั้น ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้, ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[1]





[1] แม้ในอปริหานิยธรรข้อที่ ๒ ก็เป็นเช่นเดียวกับราชอปริหานิยธรรม.  กล่าวคือ เมื่อเกิดกิจของสงฆ์ อาทิ การซ่อมแซมเสนาสนะของสงฆ์ หรือ ในโอกาสที่พระสังฆเถระจะให้โอวาท. ก็จะใช้สัญญาณเสียงกลองหรือระฆังนัดหมายกันเพื่อทำกิจบางอย่างมีนัยว่า สงฆ์จงประชุม. หากทอดธุระนั้นด้วยอ้างว่า มีกิจต่างๆต้องทำ ชื่อว่า ไม่พร้อมเพรียงประชุม.
ถ้าละทิ้งกิจส่วนตัวแล้วมาประชุมโดยพร้อมเพรียงกัน ชื่อว่า พร้อมกันเข้าประชุม. อีกกรณีหนึ่ง เมื่อประชุมกันแล้ว ไม่เลิกพร้อมกัน ก็ชื่อว่า ไม่พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม. แต่ถ้ามีภิกษุที่มาก่อน คิดว่า เราได้ยินแต่เรื่องอื่นๆ มาแล้ว บัดนี้จะต้องมีวินิจฉัยแน่นอน แล้วก็นั่งประชุมกันเรื่อยไปจนถึงเวลาปิดประชุมจึงเลิกในเวลาเดียวกัน กับผู้อื่น ชื่อว่า พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม.  อีกกรณีหนึ่ง ถ้ามีเหตุการณ์มิชอบตามข้อ ๑ ต่างรูปก็อาสาไม่ต้องเกี่ยงกันไประงับเหตุ อย่างนี้ก็ชื่อว่า เลิกประชุมพร้อมเพรียงกัน.
ในกรณีที่มีกิจอื่นของสงฆ์เกิดขึ้นโดยเกี่ยวกับเป็นวัตรปฏิบัติต่างๆ เช่น อาคันตุกวัตร คิลานวัตร ภิกขาจารวัตร หรือแม้กระทั่งสงเคราะห์ผู้กำลังจะย่ำแย่ด้วยอรรถและธร เห็นอาคันตุกะมาก็ช่วยกันทำอาคันตุกวัตร เห็นคัมภีร์หนึ่งกำลังจะสูญหายไปโดยพระบาฬีและอรรถ คือ ไม่มีใครศึกษาความหมายและท่องจำตัวบทพยัญชนะ ก็นิมนต์ภิกษุผู้มีปัญญารูปหนึ่ง ให้รื้อฟื้นคัมภีร์นั้นขึ้นมาใหม่ โดยท่องจำให้คล่องแคล้วและทำคำอธิบายขึ้น. อย่างนี้แหละ ชื่อว่าพร้อมเพรียงทำกิจของสงฆ์.  ทำได้อย่างนี้ ความเจริญย่อมมีแก่ภิกษุเหล่านั้น และพระศาสนาอย่างแน่นอน.

มหาปรินิพพานสูตรแปล ครั้งที่ ๔ ภิกขุอปริหานิยธรรม ๑/๗

ภิกฺขุอปริหานิยธมฺมา
ภิกขุอปริหานิยธรรม (๑)
๑๓๖. อถ โข ภควา อจิรปกฺกนฺเต วสฺสกาเร พฺราหฺมเณ มคธมหามตฺเต อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ อามนฺเตสิ – ‘‘คจฺฉ ตฺวํ, อานนฺท, ยาวติกา ภิกฺขู ราชคหํ อุปนิสฺสาย วิหรนฺติ, เต สพฺเพ อุปฏฺฐานสาลายํ สนฺนิปาเตหี’’ติฯ ‘‘เอวํ, ภนฺเต’’ติ  โข อายสฺมา อานนฺโท ภควโต ปฏิสฺสุตฺวา ยาวติกา ภิกฺขู ราชคหํ  อุปนิสฺสาย วิหรนฺติ, เต สพฺเพ อุปฏฺฐานสาลายํ สนฺนิปาเตตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิฯ เอกมนฺตํ ฐิโต โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ –  ‘‘สนฺนิปติโต, ภนฺเต, ภิกฺขุสงฺโฆ, ยสฺสทานิ, ภนฺเต, ภควา กาลํ มญฺญตี’’ติ.

อถ โข ต่อจากนั้น วสฺสกาเร พฺราหฺมเณ เมื่อวัสสการพราหมณ์ มคธมหามตฺเต มหาอำมาตย์แคว้นมคธ อจิรปกฺกนฺเต จากไปไม่นาน ภควา พระผู้มีพระภาค อามนฺเตสิ รับสั่งแล้ว อายสฺมนฺตํ อานนฺทํ กะท่านพระอานนท์ว่า อานนฺท อานนท์ ตฺวํ  เธอ คจฺฉ จงไป,  ภิกฺขู ภิกษุทั้งหลาย  อุปนิสฺสาย  อาศัย  ราชคหํ เมืองราชคฤห์[1] วิหรนฺติ อยู่ ยาวติกา มีประมาณเพียงไร, ตฺวํ เธอ สพฺเพ เต ภิกฺขู ยังภิกษุท.เหล่านั้น สนฺนิปาเตหิ จงให้ประชุมกัน[2] อุปฏฺฐานสาลายํ ในหอฉัน[3]. อายสฺมา อานนฺโท ท่านพระอานนท์ ปฏิสฺสุตฺวา ทูลรับแล้ว ภควโต ต่อพระผู้มีพระภาค อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เอวํ พระเจ้าข้า ดังนี้ สพฺเพ เต ภิกฺขู ยังภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด สนฺนิปาเตตฺวา ให้ประชุมแล้ว   อุปฏฺฐานสาลายํ   ในหอฉัน,  ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้า  วิหรติ ย่อมประทับอยู่ เยน = ยตฺถ ทิสาภาเค ในส่วนแห่งทิศใด, อุปสงฺกมิ เข้าไปเฝ้าแล้ว ตตฺถ ในส่วนแห่งทิศนั้น.  อายสฺมา อานนฺโท ท่านพระอานนท์ อุปสงฺกมิตฺวา ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว  อภิวาเทตฺวา   ถวายบังคมแล้ว ภควนฺตํ ซึ่งพระผู้มีพระภาค  อฏฺฐาสิ ได้ยืนแล้ว เอกมนฺตํ อย่างสมควร.  อายสฺมา อานนฺโท ท่านพระอานนท์ ฐิโต โข ยืนแล้ว เอกมนฺตํ อย่างสมควร อโวจ ได้กราบทูลแล้ว เอตํ วจนํ ซึ่งคำนี้ ภควนฺตํ กะพระผู้มีพระภาคเจ้า อิติ ว่า  ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกฺขุสงฺโฆ ภิกษุสงฆ์  สนฺนิปติโต ประชุมกันแล้ว, ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  อิทานิ บัดนี้ ภควา ขอพระผู้มีพระภาค  มญฺญสิ = ชานาสิ ย่อมทรงทราบ กาลํ ซึ่งกาล ยสฺส (คมนสฺส) แห่งการเสด็จไป ใด, ภควา ขอพระผู้มีพระภาค กโรตุ จงกระทำ ตํ (คมนํ) ซึ่งกาเสด็จไปนั้นเถิด อิติ ดังนี้.

อถ โข ภควา อุฏฺฐายาสนา เยน อุปฏฺฐานสาลา เตนุปสงฺกมิ; อุปสงฺกมิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน  นิสีทิฯ นิสชฺช โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ – ‘‘สตฺต โว, ภิกฺขเว, อปริหานิเย ธมฺเม เทเสสฺสามิ, ตํ สุณาถ, สาธุกํ มนสิกโรถ, ภาสิสฺสามี’’ติฯ ‘‘เอวํ, ภนฺเต’’ติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํฯ ภควา เอตทโวจ
อถ โข ต่อจากนั้น ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้า อุฏฺฐาย ทรงลุกขึ้นแล้ว อาสนา จากที่ประทับนั่ง, อุปฏฺฐานสาลา หอฉัน อตฺถิ มีอยู่ เยน = ยตฺถ ทิสาภาเค ในส่วนแห่งทิศใด, อุปสงฺกมิ เสด็จไปแล้ว  เตน ทิสาภาเคน โดยส่วนแห่งทิศนั้น. อุปสงฺมิตฺวา ครั้นทรงเข้าไปแล้ว นิสีทิ ประทับนั่งแล้ว   อาสเน บนอาสะ ปญฺญตฺเต อันภิกษุปูลาดแล้ว. ภควา พระผู้มีพระภาค นิสชฺช โข ประทับนั่งแล้ว อามนฺเตสิ ทรงตรัสแล้ว ภิกฺขู กะภิกษุทั้งหลาย อิติ ว่า ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อหํ เรา เทเสสฺสามิ[4] จักแสดง ธมฺเม ซึ่งธรรมทั้งหลาย  อปริหานิเย[5]  อันสร้างความไม่เสื่อม  สตฺต ๗ ประการ[6], ตุมฺเห พวกเธอ สุณาถ จงฟัง ตํ ธมฺมํ ซึ่งธรรมนั้น, มนสิกโรถ จงใส่ใจ ตํ ธมฺมํ ซึ่งธรรมนั้น สาธุกํ อย่างดี,  อหํ เรา  ภาสิสฺสามิ จักกล่าว ดังนี้.  เต ภิกฺขู ภิกษุเหล่านั้น ปจฺจสฺโสสุํ รับสนองพระดำรัสแล้ว ภควโต ต่อพระผู้มีพระภาค อิติ ว่า ภนฺเต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เอวํ พระเจ้าข้า” ดังนี้. ภควา พระผู้มีพระภาค อโวจ     ตรัสแล้ว เอตํ ซึ่งพระดำรัสนั้น (อิติ) ว่า

‘‘ยาวกีวญฺจ, ภิกฺขเว, ภิกฺขู อภิณฺหํ สนฺนิปาตา สนฺนิปาตพหุลา ภวิสฺสนฺติ, วุทฺธิเยว, ภิกฺขเว, ภิกฺขูนํ ปาฏิกงฺขา, โน ปริหานิฯ
ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง ยาวกีวํ ตราบใด ภิกฺขู ภิกษุท้้งหลาย สนฺนิปาตา เป็นผู้ประชุมกัน สนฺนิปาตพหุลา ประชุมร่วมกัน อภิณฺหํ เนืองๆ โหนฺติ ย่อมเป็น, ภิกฺขเว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วุทฺธิ เอว ความเจริญ นั่นเทียว ปาฏิกงฺขา อันภิกษุพึงหวังได้ [7], ปริหานิ ความเสื่อม โน ปาฏิกงฺขา อันภิกษุไม่พึงหวัง.[8]






[1] การอยู่ในเมืองราชคฤห์ของภิกษุเหล่านั้นมี ๒ นัย คือ อยู่ในที่ใกล้เมืองราชคฤห์แล้วทำเมืองราชคฤห์ให้เป็นโคจรคาม และ โดยเป็นที่พำนัก. ในที่นี้บทว่า ราชคหํ เป็นทุติยาวิภัตติมีความหมายว่าเป็นโคจรคาม.  ถ้าเป็นสัตตมีวิภัตติ ว่า   ราชคเห วิหรนฺติ ก็จะหมายถึงเป็นที่อยู่อาศัย. แต่ในกรณีที่มีสองบทและเป็นสัตตมีวิภัตติทั้งคู่ ถ้าคัมภีร์อรรถกถาพรรณาบทใดเป็นทุติยาวิภัตติและเพิ่มบทว่า อุปนิสฺสาย เป็นปาฐเสสะ เหมือนพระบาฬีนี้ แสดงว่า สัตตมีวิภัตติบทนั้นมีอรรถเป็นสมีปะ คือ อาศัยอยู่ในที่ใกล้เมืองราชคฤห์ แล้วอาศัยเมืองราชคฤห์ทำกิจอื่นที่ไม่ใช่การอยู่อาศัย เช่น เป็นโคจรคามเป็นต้น และอีกบทหนึ่งมิได้พรรณนาเป็นวิภัตติอื่น แสดงว่า บทสัตตมีวิภัตตินั้นมีอรรถนิวาสนะ คือ เป็นที่อยู่. (ดูตัวอย่างเช่นนี้ใน พระบาฬีอัมพัฏฐสูตรและอรรถกถาฎีกา (ที.สี. ๘/๒๕๔).
[2] หมายถึง การไปบอกให้ภิกษุเหล่านั้นมาประชุม โดยพระอานนท์เถระจะไปบอกด้วยตนเองถ้าอยู่ในที่ใกล้ๆ ส่วนที่อยู่ไกลออกไป ก็จะวานให้รูปอื่นที่มีฤทธิ์ให้ไปบอก. (ที.มหา.อ.๑๓๖)
[3] อุปฏฺฐานสาลา หอฉัน นี้แปลโดยโวหารัตถะ แต่โดยทั่วไป หมายถึง หอที่สร้างขึ้นเพียงสำหรับเข้าไปประกอบกิจบางอย่างชั่วคราวเท่านั้น เช่น ฉันอาหาร ประชุม หรือทำวัตรและวัตรตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นที่นั่งอยู่ข้ามวันคืน ดังนั้น โดยอธิปเปตัตถะ  จึงหมายถึงหอฉันก็ได้ หอประชุม หอบำรุงพระเถระ ก็ได้  (สี.ฎี.๑/๓,สี.ฎี. ๑/๒๕๐)
[4] การแสดงธรรมของพระผู้มีพระภาค หมายถึง การตรัสให้ธรรมปรากฏชัด อุปมาเหมือนกับทรงทำให้มีพระจันทร์และพระอาทิตย์ขึ้นมาอย่างละพันดวง เหมือนกับจุดประทีปขึ้นพร้อมกันหนึ่งพันดวง. (ที.มหา.อ. ๑๓๖) เมื่อถอดความจากอุปมาดังกล่าวก็จะได้ว่า ธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาค เมื่อทำแสงสว่างคือปัญญาให้ผ่องใสมากยิ่งขึ้น ก็จะสามารถทำลายความมืดในหทัยของเหล่าสัตว์, และพระผู้มีพระภาคก็ทรงแสดงอรรถที่ควรแสดง ให้แจ่มแจ้งเป็นอย่างดี ประหนึ่งผลมะขามป้อมบนฝ่ามือ. (ที.มหา.ฎี.๑๓๖)
[5] คัมภีร์อรรถกถาเรียกธรรม ๗ ประเหล่านี้ว่า อปริหานิกรธรรม ธรรมที่สร้างความไม่เสื่อม เหตุที่เป็นตัวสร้างความไม่เสื่อม หมายความว่า เป็นเหตุของความเจริญ เนื่องจากว่า ตนเป็นปฏิปักษ์ตรงต่อความเสื่อมนั่นเอง. ส่วนความหมายโดยสัททนัย หมายถึง ธรรมอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่ความไม่เสื่อม โดยมาจาก อปริหาน + อิย = หิตตัทธิต.  อีกนัยหนึ่ง น + ปริ + หา เสื่อม + อนียะ พึง) นามกิตก์กรณสาธนะ วิ. น ปริหายนฺติ เอเตหีติ อปริหานิยา บุคคลย่อมไม่เสื่อมด้วยธรรมเหล่านี้ เหตุนั้น ธรรมเหล่านี้ ชื่อ อปริหานิย ธรรมเป็นเหตุไม่เสื่อม. (ที.มหา.ฎี.๑๒๕) รูปวิเคราะห์นี้ อนีย ปัจจัยใช้ในกรณสาธนะ.
[6] การแสดงภิกขุอปริหานิยธรรมของพระผู้มีพระภาคแนวเดียวกับราชอปริหานิยธรรม มีเหตุผลว่า  อปริหานิยธรรมกถามีการหมั่นประชุมกันเป็นต้นของเจ้าวัชชี เป็นธรรมที่อิงอาศัยวัฏฏะอยู่ ยังไม่เป็นนิยยานิกเทศนา ดังนั้น จึงทรงแสดงธรรมเช่นนั้นไว้ในพระศาสนา โดยเป็นธรรมที่อิงอาศัยวิวัฏฏะ เป็นนิยยานิกเทศนา.  เมื่อภิกษุปฏิบัติในอปริหานิยธรรมเหล่านี้  แม้ความมั่นคงของพระศาสนาก็จะพึงมีในกาลภายหลังจากที่พระองค์ปรินิพพานแล้ว. (ที.มหา.ฎี. ๑๓๖)
[7] ปาฏิกงฺขา ตามมติของพระโบราณาจารย์ไทยกล่าวว่า มาจาก ปฏิ + กงฺข = ปรารถนา + ณ ปัจจัย และ ณปัจจัยในศัพท์นี้แม้เป็นนามกิตก์ ก็สามารถใช้เป็นกิริยาคุมพากย์เหมือนกิริยากิตก์ได้  (อธิบายวากยสัมพันธ์เล่ม ๒ น.๕๙).  ส่วนที่เคยแปลในตอนราชอปริหานิยธรรมนั้น เป็นนามกิตก์กรรมสาธนะ จึงไม่ใช่กิริยาคุมพากย์.  ในที่นี้แปลตามมติของโบราณาจารย์ไทย เพื่อให้เห็นแนวทางการแปลไว้อีกนัยหนึ่ง.
[8] การหมั่นประชุมกันเป็นต้นของภิกษุก็เป็นไปเพื่อสร้างความมั่นคงแห่งสังฆมณฑล เช่นเดียวกับการหมั่นประชุมกันของเจ้าวัชชี กล่าวคือ เพื่อรับรายงานความเคลื่อนไหวของภิกษุทั่วทุกสารทิศทำนองว่า บัดนี้ ในท้องที่นั้นๆ เกิดเหตุการณ์อันเกิดแต่ความประพฤตินอกธรรมนอกวินัย การประพฤติมิชอบของพระภิกษุ  การไม่ทำอุโปสถและปวารณา เป็นต้น อันจะลุกลามไปกระทั่งทำพระศาสนาให้ล่มลงได้ ครั้นทราบดังนี้แล้วก็จะประชุมกันส่งภิกษุสงฆ์ผู้เป็นวินัยธรลงพื้นที่เพื่อระงับเหตุและควบคุมมิให้เกิดขึ้นอีกต่อไป. เมื่อประชุมกันก็จะรับทราบปัญหาและแก้ไขได้ทันท่วงทีสังฆอาณาจักรก็มั่นคง เจริญก้าวหน้า  ข้อนี้เป็นผลมาจากการได้ประชุมกันเป็นเหตุ  หากไม่ประชุมกัน ก็จะไม่ทราบเหตุการณ์นั้น สังฆอาณาจักร ก็จะเต็มไปด้วยอลัชชี พระศาสนาก็ล่มได้ในที่สุด. รายละเอียดเพิ่มเติมดูในอรรถกถา